เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

อยากสะพายเป้

posted on 06 Nov 2009 02:57 by yokyplayboy

ตอนนี้ผมเพิ่งเรียนจบ  พร้อมยอมรับสภาพกลายเป็นคนว่างงาน  ตลอดระยะเวลาภายในรั้วมหาลัย ผมยังไม่เจอคำตอบว่าจบไปแล้วจะเอาความรู้ที่ร่ำเรียนมา(บางวิชาที่ไม่น่าจะนำมาบรรจุในหลักสูตร)ไปใช้ในวิชาชีพได้อย่างไร  แค่หางานทำก็ยากเต็มทน  คนรุ่นเรา(รวมถึงผมด้วย)ถูกเลี้ยงดูและส่งเสียให้เรียนหนังสือโดยคนหาเช้ากินค่ำ  ปากกัดตีนถีบ  แลกกับเงินไม่กี่ร้อยบาท  เพื่อให้ลูกหลานตัวเองได้ร่ำเรียนหนังสือ  ซึ่งก็เรียนเยอะซะจนทำอะไรไม่เป็น  แบเงินขอตังค์และทำกร่างอยู่หน้าผับ  เส็ดแล้วก็แลกเบอร์กัน หรือพาไปสะบึมโดยไม่ต้องรู้จักชื่อกัน  ตอนนี้ผมรู้สึกงงกับชีวิตตัวเอง จากวันที่ต้องแหกขี้ตาตื่นไปเรียน  เรียนเส็ดก็กลับหอ  มีตังค์ใช้เต็มกระเป๋า จนมาถึงตอนนี้  กูจบแล้วเหรอ  หรือจะพูดว่ากูจบได้ไง  หรือกูสมควรจะจบได้แล้ว  เราผ่านการเอ็นทรานซ์ (สมัยนั้นยังใช้คำนี้อยู่) ผ่านการสอบโน่น สอบนี่ มิดเทอมไฟนอล  ได้มาทุกเกรด  ใช้ตัวช่วยครบถ้วน มันจบลงแล้วชีวิตการเรียน ตั้งแต่ ก ไก่ ยัน Iris Recognition ในช่วงที่ผมกำลังเคว้ง ผมก็หางานพิเศษทำโดยการมอบเสียงเพลงให้แก่ผู้อื่นภายในร้านเหล้า  โอเคเงินอาจจะดี แต่ยังไม่พอยาใส้ แค่พอมีกินไปวันๆ  ผมคิดว่ามันเติมเต็มช่องว่างของชีวิตผมได้เหมือนกันนะ  เหมือนตัวเรามีค่า  ไม่ต้องขอตังพ่อแม่(แต่ก็ยังขออยู่)   ผมรักผู้หญิงคนนึง  เธอน่ารัก  นิสัยดี  เธอชอบผมรึปล่าวผมไม่ใส่ใจ  ผมรักเธอเหลือเกิน  จนผมอละเธอต้องจากกันด้วยการไม่มีเวลาให้กัน  ผมผิดเองที่มัวแต่ทำโปรเจ็คซึ่งมันหลอกหลอนผมตลอดเวลา  ทำทั้งวันทั้งคืน ผมไม่กล้าที่จะเรียกร้องอะไรกับเธอ เพราะผมรู้ตัวดีว่าผมเป็นฝ่ายผิด   ทุกวันนี้  ผมยังรักเธออยู่   ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตแบบคนกลางคืน  เพาระนอนไม่หลับด้วยมั้ง  จนผมได้ดูรายการที่มีคุณเรย์  แมคโดนัล ขับตุ๊กๆตะลอนไปทั่วถิ่นล้านนา ผมรู้สึกอิจฉาคุณเรย์มาก  ที่ได้ทำำในสิ่งที่ตัวเองรัก  และเค้าก็เป็นแบบนั้นของเค้าจริงๆ  ผมอยากทำแบบนั้นบ้าง  แต่ขอเป็นสะพายเป้ก็พอ  เพราะไม่มีตังเที่ยวแบบคนมีตังค์กัน  แต่มันก็ต้องใช้ตังเหมือนกันนะ  อย่างน้อยไปไหนมาไหนต้องใช้รถ  ไม่แน่อาจจะใช้มอร์ไซค์เหมือนลุง 500  เพราะมันสะดวกดี แต่ขี้เกียจขับเองเพราะใช้เวลาขับนานมาก  หรือว่าจะไปเที่ยวที่ไหนสักที่นึง  แล้วก็อยู่ที่นั่นสักอาทิตย์นึงจะโอเคกว่า  

ถ้ามีคนถามว่า  ทำไปทำไม  บ้าเหรอ     คำตอบคือ ลองดูครับ  ผมอยากลองทำอะไรที่มันตื่นเต้นบ้าง  สีสัน  มันคงไม่เหมือนกันการไปเที่ยวเป็นแกงค์ กับก๊วนเพื่อนๆแน่นอน  ไม่มีคำตอบ  แต่อยากจะลองดู  ลองดูสักครั้ง  

เราเดินไปข้างหน้าจริงหรือ  หรือเราเดินเอียงซ้ายเอียงขวาอยู่รึปล่าว  ลองเลี้ยวขวาดูซะบ้าง เผื่อจะเจอะไรดีดีก็ได้

Slumdog Millionaire

posted on 28 Mar 2009 02:29 by yokyplayboy

    คุณใช้อะไรตามหาความรักที่หลุดลอยไป?  คำถามนี้  ถูกคิดขึ้นมาอย่างแยบยล  และเป็นไปตามบทของหนัง  เป็นความประทับใจจากหนังที่สามารถจับต้องได้อย่างชัดเจนที่สุด   ที่มาที่ไปของตัวละคร  มีความสมบูรณ์แบบ   ชีวิตของผู้คนในสลัม  ช่องว่างระหว่างคนรวย คนจน  หรือการแบ่งชนชั้น วรรณะ  ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆประเทศไม่มีทางพบเจอเด็ดขาด  โดยเฉพาะอเมริกา ประเทศมหาอำนาจ ที่เรียกตัวเองว่า อเมริกันชน 

    เกมส์เศรษฐี ถูกนำมาเป็นสีสันของหนัง  ซึ่่งความหมายลึกๆที่คนทำหนังอยากจะสื่อออกมาคือ  ถ้าคุณตอบคำถามถูก  คุณก็ได้เงินล้าน  นั่นคือสิ่งที่ล่อตาล่อใจให้ทุกๆคนอยากมีโอกาสได้เข้ามาเล่นเกมส์นี้  โดยหวังว่า  เงิน จะทำให้ชีวิตของพวกเขาได้หลุดพ้นจากวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก  

    จาก บอมเบย์  กลายมาเป็น มุมไบ  ถึงแม้จะเปลี่ยนชื่อเมือง  แต่วิถีชีวิตของคนมุมไบ  ก็ยังเป็นแบบบอมเบย์เหมือนเดิม  พระเอกของเรื่องไม่ว่าจะเป็นตอนเด็ก หรือตอนโต  ได้เจอกับมรสุมชีวิต  ความคับแค้นจากกรรมของตัวละคร   ส่งผลให้คนดูหนังอย่างเราถึงกับอึ้ง   แต่พระเอกกลับทำให้คนดูหนังอย่างเราต้องอึ้งกว่า  เพราะวิบากกรรมต่างๆมันคือโอกาส  มันคือขุมทรัพย์  มันคือบททดสอบ  ที่พระเอกของเรื่องต้องเจอ  ถึงจะเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่มันก็ยังมีส่วนที่ดีแฝงอยู่    มันคือพลังขับเคลื่อนที่ช่วยให้พระเอกได้ตามหา ความรักที่หลุดลอยไป  

    ผมชอบเพลงประกอบของหนังมากๆ   ที่เป็นเสียงของนักร้องหญิงที่ฮัมเพลง  และค่อยๆมีซาว์นดนตรีเสริมเข้ามา   มันได้อารมณ์ที่โรแมนติกมาก  เพราะใช้กับฉากที่สื่อถึงความรักระหว่างพระเอกและนางเอก   นี่คือความโรแมนติกของหนังที่ไม่ต้องมีฉากเข้าพระเข้านาง    เป็นสิ่งที่น่าเอาเป็นแบบอย่างมากๆ   

     อิ่มเอมและตื้นตันใจกับทุกๆคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้   ผมเคยได้ยินมาว่า  คนอินเดียมีความคิดที่เป็นตรรกะ  ทำให้คิดอะไรที่เป็นระบบได้ดี   เขียนซอร์ฟแวร์เก่ง   แต่วิถีชีวิตของคนอินเดียยังคงผูกติดกับความเชื่อตามบรรพบุรุษ  เป็นสิ่งที่น่าขบคิดมากทีเดียว  แดนนี  บอยล์ซึ่งเป็นผู้กำกับ  เค้าต้องเจออะไรบางสิ่งที่อยู่ในตัวคนอินเดียแน่นอน 

     ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้จากหนังเรื่องนี้   มันคือความสมบูรณ์แบบ  อาจจะมากไปบ้าง  แต่มันคือภาพยนต์  ที่คุณควรได้ดู




เพลงนี้อินโทรกินใจเหลือเกิน

finger Style ของลุงทอม

posted on 01 Mar 2009 02:59 by yokyplayboy

ลุงทอม คือ Tommy Emmanuel  นี่แหละครับ เค้าคือมือกีตาร์โปร่งอันดับหนึ่งของโลก ชาวออสซี่

ไม่แปลกใจเลย ที่ steve vai ยกย่องลุงทอมว่า  "ถ้าจะให้ผมเลือกนักกีตาร์ที่ดีที่สุดคนนึง  ผมจะเลือกเค้าคนนั้น"

เพลงของลุงทอมเป็นเพลงที่แต่งเองบ้าง  และเอาเพลงจากศิลปินดังๆ มารีเมคให้ออกมาในแนว ของลุงทอม  

แล้วเพลงที่ผมชอบมากๆก็คือ since we met  และก็เป็นเพลงที่หลายๆคนชอบเหมือนกัน  เพราะเป็นเพลงที่เล่นด้วยเมโลดี้ที่ไม่ซับซ้อน  ฟังแล้วลื่นไหล  แต่ละมุนละไม  ลุงทอมจะให้ความสำคัญกับจังหวะของเพลงมาก เพราะจะทำให้เพลงลื่นไหลและสอดรับกัน ไม่แปลกใจเลยว่ากีตาร์ของลุงทอมจะกลายเป็นกลองไปด้วย  

    คำว่าเพราะทุกเพลงคงไม่เพียงพอสำหรับเพลงที่บรรเลงโดยลุงทอม  เพราะในหนึ่งเพลง  มีหลายท่อน ท่อนละหลายโน๊ต  ลุงทอมจะให้ความสำคัญกับตัวโน๊ตแต่ละตัวมาก  ทั้งโน๊ตตัวส่งกับโน๊ตตัวรับที่หอบกันไปพร้อมกับอารมณ์ของเพลงที่ไปในทิศทางเดียวกัน   ไม่มีลำเส้นจนเกินงาม ทุกอย่างมีเหตุมีผลในตัวของมัน  ถ้าจะให้พูดในเชิงวิชาการคงพูดลำบาก  เพราะลุงทอมมีลูกเล่นที่มากมาย  และมีพื้นฐานทางดนตรีคลาสสิคที่ยอดเยี่ยม  ประกอบกับการควบคุมจังหวะของเพลงที่เป็นเลิศ  และที่สำคัญการเข้าถึงอารมณ์ของเพลงอย่างลึกซึ้ง  ทำให้เพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง  กลับเพราะมากกว่าเพลงที่มีเนื้อร้องซะอีก  และอย่าคิดที่จะเอาเนื้อร้องไปใส่ในเพลงของลุงทอมล่ะ  ไม่เชื่อก็ลองฟังดูสิ

 

จะตีสี่แล้ว  ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ  

เพลงนี้ให้เธอ...

posted on 13 Feb 2009 02:03 by yokyplayboy

 


เพลงนี้ให้เธอ - บ่าวเจียงฮาย.mp3 -
     เพลงนี้ให้เธอ...     ( YOKYPLAYBOY )

 

   intro:/ C / G / F / F  2time

  C                               G                                2F

เธอคือนางฟ้า  เธอทำให้ฉันเปิดหัวใจ  รักใครอีกครั้ง

C                         G                               2F

เํธอคือคนนั้น คนที่เดินเข้ามาในหัวใจ   ดวงนี้

              F                                   G

       * วันนี้ฉันมีความสุข     และจะไม่ขอมากไปกว่านี้

     C1/2       G1/2      Am1/2   G1/2                          2F

แค่เพียง  ได้รักเธอสักครั้ง                      แค่นี้ฉันก็สุขใจ

               C                   G             2F     

        **  โฮ้.............    โฮ้ โฮ     วันนี้ฉันมีความสุข

          C                               G                          2F

เพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อย    จากใจ  ของเธอ   ที่มีให้ฉัน

           F1/2       Em1/2            F1/2 G1/2

ช่วยต่อเติมให้ชีวิต  ฉันสวยงาม

        F1/2             Em1/2      2F

กลิ่นไอจากความรักไม่จางหาย

solo:/ C / G / F / F 2 time

               ( * , ** )

F/C/F7/C/F/C/F7/G/C

C/G/F/F/C/G/F/F/C...

 

ยามที่เราต้องการใครสักคน ใครก็ได้  ที่ฟัง แล้วเข้าใจเรา  มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน  แต่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว  มีคำถามเกิดขึ้นในสมองมากมายว่า  เราทำอะไร   ทำไปทำไม   และอะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ  แล้วสิ่งนั้นมันถูกต้ิองแล้วหรือไม่...   ได้่แต่จ้องมองปัญหาที่รุมเร้าเข้ามา  ไม่คิดที่จะแก้ไข  ไม่คิดที่จะต่อสู้  และยังยึดติดกับอดีตที่เจ็บปวด   

         ขอแค่ใครสักคนที่เข้าใจ  นั่นเป็นหัวใจของเพลงนี้ครับ  ใครสักคน  ที่ธรรมดา   ที่เข้าใจเรา  รับฟังเรา  

คุณคือใคร

posted on 24 Jan 2009 15:21 by yokyplayboy
   ประธานาธิบดี  ขอทาน  นักธุรกิจ   คนกวาดถนน  ดารา และตัวคุณเอง    แต่ละคนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  ต่างกันตรงไหน? ผมรู้ว่าคุณกำลังจะบอกว่า "จะถามทำไม ก็รู้ๆกันอยู่" หรือ "ตอบไปก็ผิด ต้องมีอะไรแน่ๆ"   นั่นคือสิ่งที่คำถามต้องการครับ  ว่าคนเรา จะมอง "คน"  ออกมาแบบไหน และด้านใดบ้าง    
      "คนนั้นหน้าตาดี ท่าทางจะเป็นคนมีเงิน"....  "ดูตาแก่คนนั้นสิ น่าสงสารจัง เสื้อผ้าทั้งขาดทั้งเก่า ลูกหลานทำไมใจร้ายจัง"....   "ดูคนนั้นสิ เท่จัง ฉันเคยเห็นเค้าในทีวีด้วย ดาราใหม่ช่อง 11" .... "โอ้ ท่านประธานาธิบดี  ดูท่าทางยิ่งใหญ่ น่าเกรงขามจริงๆ"
        คนแรกน่าจะพูดถึง นักธุรกิจ
        คนที่สองน่าจะพูดถึง  ขอทาน
        คนที่สาม น่าจะพูดถึงดารา
        คนสุดท้ายพูดถึง ประธานาธิบดี
       เราจะไม่เปิดเผยหน้าตาของพวกเค้า ให้พวกเขาแต่งตัวด้วยชุดธรรมดา แล้วให้คุณลองทายดูใหม่  พวกคุณจะทายถูกไหม?...
งั้น   ผมจะถามพวกเขาให้ก็ได้ ว่าพวกเขาเป็นใคร
ผมขอถามนักธุรกิจก่อนนะ
ผม: คุณคือใครครับ ?
นักธุรกิจ: แล้วลื้อล่ะเป็นใคร  อั๊วไม่มีเวลามาตอบคำถามลื้อหรอกนะ เวลาเปงเงินเปงทอง
ผม: ...
คนต่อไป คือ ขอทาน
ผม: คุณคือใครครับ ?
ขอทาน:  มีอาหารให้ฉันบ้างมั๊ย ตอนนี้ฉันหิวมาก
ผม: ...
คนต่อไป คือดารา
 ผม: คุณคือใครครับ ?
นักดนตรี: จะขอลายเซ็นใช่มั๊ยครับ หรือว่าเป็นนักข่าว มาจากนิตยสารฉบับไหนครับ
ผม: ...
คนสุดท้าย ประธานาธิบดี
  ผม: คุณคือใครครับ ?
 ประธานาธิบดี: ยินดีที่ได้รู้จักครับ (จับมือ) ผมคิดว่า คุณคงมีธุระที่สำคัญมากใช่ไหม?
 ผม: ...
รู้สึกเหมือนผมมั๊ยครับ
      ตอนนี้เราจะให้พวกเค้า นิยามตัวเองว่า เขาเป็นใคร ?
นักธุรกิจ: ผมคือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ  ของกินของใช้ทั้งหมดในท้องตลาด จะมีผลิตภัณฑ์ ของบริษัทผมรวมอยู่ด้วย 20%  แต่ยอดขายในไตรมาสสุดท้ายนี่มันน่าจะดีกว่านี้นะ ....ฯลฯ
ขอทาน: ผมเป็นคนที่สังคมตราหน้า  ไร้เกีตรติ ไร้ศักดิ์ศรี คุณพอใจรึยัง
ดารา: ผมคือบุคคลสาธารณะ  เป็นคนของประชาชน  ผู้มอบความสุข ความบันเทิง ให้กับทุกๆคน
ประธานาธิบดี:  ผมคือตัวแทนของประชาชนทุกๆคนที่สนับสนุนพรรคของเรา ...ฯลฯ
 
นี่คือคำตอบที่ได้จากพวกเขา  ซึ่งเป็นคำตอบที่แต่ละคนนิยามให้กับตัวเอง  ซึ่งเป็นการมองตัวเองจากคนอื่นอีกที   มันเป็นคำตอบที่ใช้ไม่ได้เลย  
คำตอบอยู่ที่ตัวพวกเขาเอง  ถ้าวันใดวันหนึ่ง พวกเขาถามตัวเองว่า "ผมเป็นใคร"  ผมคิดว่าคำตอบที่ได้   ไม่เหมือนกับคำตอบที่บอกมาตอนนี้แน่นอน
 
 

ข้อคิดจากหนัง

posted on 22 Jan 2009 12:39 by yokyplayboy

       
ผมได้ดูหนังเรื่อง In the Land of Women เนื้อเรื่องคือ ชายหนุ่มนักเขียน(ที่ไม่ค่อยจะรุ่ง)  กำลังตกอยู่ในภาวะชอกช้ำจากการเลิกรากับแฟนสาว   เขาได้ปลีกวิเวกตัวเองโดยไปอยู่กับยายที่บ้านนอก  โดยทำหน้าที่ดูแลยายที่อายุมากจนสติเลอะเลือนไปด้วย   ในระหว่างที่หนุ่มนักเขียนกำลังอยู่ในช่วงทำใจ  เขาได้รู้จักกับหญิงคนนึงซึ่งบ้านอยู่ตรงข้ามกัน  หญิงคนนั้นเธอป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม  ซึ่งต้องได้รับการคีโม  โอกาสที่จะหายขาดมีน้อยเต็มที  หรือเธออาจจะจากโลกนี้ไปในเวลาอีกไม่นาน  เธอไม่ได้บอกกับชายหนุ่มนักเขียนในเรื่องนี้   หลังจากนั้นเธอได้ตัดสินใจบอกความจริงกับสามีและลูกๆของเธอ  ทำให้ทุกคนในครอบครัวของเธอเกิดความกังวล  และนอกจากนั้นเธอได้รู้ว่า สามีของเธอแอบนอกใจ  ทำให้เธอรู้สึกว่า  เธอคือคนเดียวที่ต้องแบกรับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด  ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นผู้ทำให้มันเกิดขึ้น

       ชายหนุ่มนักเขียนที่อยู่ในภาวะชอกช้ำจากความรัก  กับหญิงวัยกลางคนที่เจอกับมรสุมของชีวิต  ได้มาเจอกัน  และได้พูดคุยกันถึงเรื่องราวของตนเอง โดยหนุ่มนักเขียนได้เล่าถึงความรักระหว่างเค้ากับอดีตแฟนสาว   ส่วนหญิงวัยกลางคนกลับเป็นฝ่ายที่รับฟัง  และให้คำปรึกษาแก่ชายหนุ่มนักเขียน  และยังให้ลูกสาวของเธอ   ชวนเค้าไปออกเดทด้วย  ชายหนุ่มนักเขียนรู้สึกว่าเขาได้ข้อคิดจากคำพูดของหญิงคนนี้มาก  ทั้งคู่ได้พูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ   จนมาวันหนึ่ง  ชายหนุ่มนักเขียนได้รู้ว่าเธอป่วยด้วยโรคร้าย  และเรื่องระหว่างเธอกับสามีด้วย    หลังจากนั้น หญิงคนนั้นก็ได้ล้มป่วยลง หญิงคนนั้นพยายามหลบหน้าชายหนุ่มนักเขียน  หญิงคนนั้นรู้ดีว่า สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้คือ  ทำตามสิ่งที่หัวใจเธอเรียกร้อง นั่นก็คือครอบครัวของเธอ  หลังจากนั้นเธอได้พยายามรักษาตัวจากโรคร้าย

       ชายหนุ่มรู้สึกว่า  สิ่งที่ตัวเองได้จากหญิงวัยกลางคน คือ  สิ่งที่หัวใจเรียกร้อง สิ่งที่เราสมควรจะอยู่กับมัน  คือสิ่งที่ควรทำและอย่ารีรอ  ชายหนุ่มนักเขียนนึกถึงเรื่องราวระหว่างเค้ากับอดีตแฟนสาว  และก็ทำให้เค้ารู้สึกไม่แน่ใจว่า  นั่นคือรักแท้หรือไม่  คนเรามักจะมองข้ามสิ่งที่ถูกต้องไป  โดยไปมองสิ่งที่น่าหลงไหลแทน สำหรับหญิงวัยกลางคนที่ต้องเจอกับมรสุมชีวิตอย่างเธอ  และอาจจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน  นั่นคงเป็นสิ่งที่หัวใจเธอเรียกร้อง  สำหรับผม(ชายหนุ่มนักเขียน) ซึ่งอายุยังน้อย  ยังมีอนาคตที่ดีรออยู่  ผมน่าจะมองเธอเป็นแบบอย่าง  

        ผมชอบฉากสุดท้ายมาก  ฉากนี้เป็นฉากที่คุณยายของชายหนุ่มนักเขียนได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ  แล้วชายหนุ่มก็เดินออกมานอกบ้านด้วยจิตใจที่เศร้าหมอง   แล้วเค้าก็ได้เจอกับหญิงวัยกลางคนนั้นอีกครั้ง   หลังจากที่หญิงคนนั้นได้ล้มป่วยลง  หญิงวัยกลางคน  ออกปากชวนชายหนุ่มนักเขียนไปเดินเล่นแล้วคุยกันแบบเดิม  แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ    ทำไมชายหนุ่มนักเขียนถึงปฏิเสธ   ทั้งที่ก่อนหน้านี้เค้าอยากเจอเธอเป็นอย่างมาก  

       เพราะว่าเค้าได้อะไรจากหญิงคนนั้นมามากแล้ว  และหญิงคนนั้นทำเพื่อเค้ามามาก  เหมือนที่เธอทำให้กับครอบครัวของเธอเอง  นิยายเรื่องนี้ควรจะจบลงเสียที   การลาจากเป็นสิ่งที่พูดได้ยาก  ผมเข้าใจแล้วว่า  ทำไมคนเราถึงชอบบอกลากันว่า  "หวังว่าเราคงได้พบกันอีก..."

edit @ 22 Jan 2009 23:47:51 by YOKYPLAYBOY

แม่สลอง...

posted on 16 Jan 2009 22:07 by yokyplayboy

ดอยแม่สลอง  เป็นสถานที่ที่ผมชอบอีกที่หนึ่ง หน้าหนาวอากาศจะหนาวเย็น อุณหภูมิประมาณเลขตัวเดียว  เป็นหมู่บ้านที่สงบเงียบ หมู่บ้านสันติคีรี เป็นหมู่บ้านที่มีความเจริญมากที่สุดในละแวกนั้น  เพราะถือว่าเป็นชุมทางของนักท่องเที่ยว  มีที่พัก โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารไว้คอยบริการนักท้องเที่ยว  มีธนาคาร  มีเซเว่นอีเลเว่น  ถ้ามีเที่ยวที่นี่  รับรองไม่ต้องกลัวว่าจะลำบากนะครับ 

นี่คือภาพบรรากาศงานเคาท์ดาว์นในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 51 นักท่องเที่ยวราว 3000 คน

ร้านของของที่ระรึก ภายในร้านจะมี ชาอู่หลง ชาก้านอ่อน ผลไม่แช่อิ่ม กาแฟ ฯลฯ  มีบริการชิมชาฟรีๆด้วยนะครับ

นายพลต้วน 

พี่สาว รับราชการสอนหนังสืออยู่ที่นั่น(ครูดอย)

บรรยากาศยามเช้าวันแรกของปี 52

ดอกซากูระ(นางพญาเสือโคร่ง)ภายในโรงเรียนบ้านสันติคีรี

แม่สลองยามเช้าวันแรกของปี 52

บ้านวาดรูป บ้านน่ารักน่าอยู่มากครับ

ภายในบ้านมีการโชว์ผลงาน

ทุกรูปจะวาดจากสถานที่จริง

เจ้าของบ้าน พี่เสงี่ยม ยารังษี ใจดีมากครับ

น่าฮักขนาด ลูกสาวอ้ายเหงี่ยม

ผู้มาเยือนจะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

ภาพวาดพระธาตุดอยแม่สลอง   

หลังจากคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ผมก็ได้เดินเท้าเพื่อถ่ายรูปทัศนียภาพของหมู่บ้านสันติคีรี วันแรกของปี 52 กับบรรยากาศ สงบเงียบ ผมเดินฝ่าลมหนาวพร้อมกล้องดิจิตอล เพื่อไปเยี่ยมพี่เสงี่ยม (แก่ไม่ได้ป่วยนะครับ) แกเป็นศิลปินอิสระ  ในด้านจิตรกร หรือวาดรูปนั่นแหละ เป็นศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแกได้รับเกียรติให้เป็นศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบันด้วย  

      หลังจากที่จบจาก มช แกก็ย้ายมาอยู่บนดอยแม่สลอง   15ปี กับงานที่แกรัก และครอบครัวที่รัก ผมว่า  มีน้อยคนนัก ที่จะได้ทำงานที่ตัวเองรักและการสานฝันของตนเองมาได้ถึง 15 ปี 

       ปีเก่าจากไป  ปีใหม่ขอให้มีแต่สิ่งดีดีเข้ามาในชีวิต  ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปี 2552

edit @ 16 Jan 2009 23:05:22 by YOKYPLAYBOY

- export ไฟล์ config ของ router ออกมา

- แก้ไฟล์ config โดยเพิ่ม คำสั่ง ip route ... ใต้คำสั่ง ip classless โดยมีหลักการดังนี้

    ip route ทุกๆเนทเวิร์คไอดี รวมทั้ง เนทเวิร์คไอดีที่เป็นเกตเวย์ของมันด้วย (ทำทุกเส้นทางเลย) โดยใช้เกตุเวย์เดียวก่อน  สมมุติว่าถ้าทำเสร็จ จะออกมาในลักษณะแบบนี้  

iip route 172.16.9.128 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.10.0 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.11.128 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.12.0 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.13.128 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.14.0 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.15.128 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.16.0 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.17.128 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.18.0 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.19.128 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.20.0 255.255.255.128 172.16.22.13
ip route 172.16.22.20 255.255.255.252 172.16.22.13
ip route 172.16.22.30 255.255.255.252 172.16.22.13
ip route 172.16.22.24 255.255.255.252 172.16.22.13
ip route 172.16.22.12 255.255.255.252 172.16.22.13
ip route 172.16.22.8 255.255.255.252 172.16.22.13
ip route 172.16.22.4 255.255.255.252 172.16.22.13
ip route 172.16.22.0 255.255.255.252 172.16.22.13

  หาก route มีมากกว่าหนึ่งเส้นทาง ให้ก๊อบปี้ คำสั่งข้างบนแล้วแก้ไขตรงเกตเวย์   (ถ้ามีสามเส้นทาง ก็ทำสามชุด)

แค่นี้ก็เรียบร้อยครับ เวิร์คแน่นอน ไม่ต้องคิดมาก หลักการง่ายๆ  คำสั่งอาจจะเกิด แต่ก็ดีกว่าขาด

แฮ่ๆ หิวข้าว ไปละครับ

        เพลงนี้ เป็นเพลงโปรดผมอีกเพลงนึง  ทั้งเนื้อหาและดนตรี  ที่รวมกันออกมาเป็นthemeของอารมณ์ที่ถ่อมตนในความรัก  ซึ่งเป็นความรักในระดับที่เป็นผู้ใหญ่  ฉนั้นคนที่อายุยี่สิบกว่าๆขึ้นไป จะชอบเพลงนี้มาก 

        ฟังโดยผิวเผิน อาจจะเป็นเพลงฟังแล้วดูหวานจนเกิดอาการเลี่ยน ทำให้ค่อนข้างจำกัดกลุ่มของผู้ฟังพอสมควร   แต่  พอฟังดูแล้ว กลับตรงข้ามไปทุกอย่าง 

             การที่เรา "จะรัก" ใครสักคน   ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลที่มากมาย   แต่การ "ครองรัก" นั้นยากมากกว่า  ไม่มีใครเจ็บปวดเพราะการได้รัก  ความเจ็บปวดที่แท้จริง ล้วนมาจากการ "ครองรัก"

         ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความรักเป็นพลังขับเคลื่อน  เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่  ที่ก่อกำเหนิดทุกสิ่งทุกอย่าง  

          เพียงผู้ชายคนนี้ เป็นบทเพลงหนึ่งของการสะท้อนมุมมองความรักที่ดูอ่อนน้อม  และการห่วงหาอาทรณ์ของคนที่รักกัน   เป็นเพลงที่จุดประกายความคิดให้กับนักแต่งเพลงรุ่นใหม่  ว่า  ความรักไม่จำเป็นต้องให้กันมากเกินไป  แค่ขอให้ทำดีและหวังดีต่อกันให้มากที่สุด  นั่นคือความรักที่มั่งมีและมั่นคง 

         ไกล้เวลาเรียนละ   ขอตัวก่อนนะครับ  เอิ๊กๆๆๆ